You are currently browsing the monthly archive for กันยายน, 2008.

หลายคนคงเคยเห็นเสื้อลายหมี ที่ถูกจับมาตกแต่งสีสันให้เข้ากับวัฒนธรรมหลายอย่าง ทั้งล้อเลียนตัวการ์ตูนมิคกี้เมาส์ ยี่ห้อเครื่องดื่มน้ำเมา ไปจนถึงลายธงชาติต่างๆ

ลองไปค้นในเว็บดูถึงพบว่า ตุ๊กตาหมีแบบนี้มีชื่อว่า Be@rbrick ในบ้านเราก็เคยเห็นมีขายอยู่บ้าง ตามร้านขายของเล่น/ของแต่งบ้าน แบบหรูๆ นิดนึง หน้าตามีมากมายหลายแบบ ตามแต่จินตนาการของคนออกแบบจะคิดลวดลายออกมาได้

เสื้อยืดยี่ห้อ Popularity จับเอาแนวคิดเดียวกันมาใส่ลงไปบนเสื้อยืด ขยายขอบเขตของลวดลายออกไป ให้เข้ากับจริตของคนใส่เสื้อยืดบ้านเรามากขึ้น

หนึ่งในธีมของลวดลายที่อยู่บนเสื้อ Popularity ก็คือลายสำหรับคอบอล ที่ในบางโอกาสอาจจะไม่สะดวกใส่เสื้อชุดแข่งของทีมรักออกไปเดินนอกบ้าน แต่การใส่เสื้อยืดที่มีลายหมีแปะโลโก้สโมสรโปรด ก็พอจะช่วยทดแทนหน้าที่ในการประกาศให้โลกรู้ว่าผู้สวมใส่เป็นแฟนของทีมอะไร

ตัวอย่างเช่น ทีมหัวตารางของพรีเมียร์ชิพอังกฤษในเวลานี้

เสื้อยืด Popularity หาซื้อได้ตามตลาดนัดทั่วไป หรือจะไปที่จตุจักรก็มีร้านใหญ่ มีหลายลายให้เลือก ราคาตอนที่ซื้อมาอยู่ที่ประมาณ 180-200 บาท

เจ้าหนูอะตอม (หรือเจ้าหนูปรมาณู ในสมัยตีิพิมพ์ในไทยครั้งแรก) เป็นผลงานโดยอาจารย์ โอซามุ เท็ตสึกะ ที่ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าพ่อวงการการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) ที่ทุกคนคงเคยได้ยินมาจนอาจจะเบื่อได้ จุดเด่นในงานของอาจารย์มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกันตั้งแต่ลายเส้น ที่ตัวละครแต่ละตัวมีตาโตโดดเด่นเป็นเอกลัษณ์ มุกตลกท้องคัดท้องแข็งด้วยหลากหลายความฝืดแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นจินตนาการเหนือผู้คนร่วมสมัย ที่ทำให้อาจารย์มีผลงานการ์ตูนมากกว่า 700 เรื่อง รวมจำนวนหน้าได้มากกว่า 150,000 หน้า

แต่ถึงแม้จะมีผลงานมากมายเพียงใด ผลงานที่ได้รับความนิยมในวงกว้างมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเจ้าหนูอะตอม ด้วยตัวละครหุ่นยนต์ในร่างของเด็กชายสุภาพน่ารัก ผิดแผกไปจากจินตนาการภาพหุ่นยนต์ของผู้คนในสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่จะสามารถครองใจผู้คนมากมาย เจ้าหนูอะตอมจึงถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ชื่อของอาจารย์เป็นที่ยอมรับ

กระนั้นในคุยกันท้ายเล่ม ของหนังสือการ์ตูนเรื่อง Pluto ซึ่งเล่าถึงบทความไว้ในปี 1966 ซึ่งเขียนโดยอาจารย์เองว่า “ผมถือว่าอะตอมคือผลงานที่ไม่ได้ความชิ้นหนึ่ง ผมเขียนมันขึ้นมาเพียงเพราะต้องการชื่อเสียงเงินทอง” “จริง ๆ แล้ว ผมรู้สึกสนุกกับการเขียนเรื่องเจ้าหนูอะตอมเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกเท่านั้น” ฟังดูโหดร้ายทารุณ แต่ควรหรือไม่ควรก็เป็นสิทธิ์ของผู้แต่ง และแน่นอน ผู้เสพอย่างเรา ๆ ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเชื่อตามหรือเห็นต่างด้วยเช่นกัน

เสื้อยืดเจ้าหนูอะตอมส่วนใหญ่ในบ้านเรา มักจะเน้นลวดลายสีสันสดใสของตัวละครเป็นการหลอกล่อคุณหนู ๆ แต่ตัวด้านล่างนี้เน้นเพียงสัดส่วนโครงร่าง แล้วปล่อยให้เราได้จินตนาการว่า หน้าตาที่แท้จริงของเจ้าหนูอะตอมในใจเรานั้นจะเป็นเช่นไรกัน

Astro Boy T-shirt

อนึ่ง หากสนใจใคร่เปรียบเทียบผลงานของอาจารย์เท็ตสึกะ แล้วไซร้เชิญชวนหาอ่านงานที่ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในไทยมาก่อน ได้ที่ Kinokuniya (ตอนนี้ลด 20% ตลอดเดือนกันยายน :P ) แนะนำ Ode to Kirihito เป็นพิเศษ

ช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่แล้ว มีการจัดงาน Barcamp Bangkok ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน Barcamp เป็นงานสัมมนาแบบไม่เป็นทางการ อาศัยแนวคิดที่ว่าให้คนมาอยู่รวมๆ กัน เสนอหัวข้อที่จะพูด แล้วก็ให้คนโหวตเลือกหัวข้อที่อยากฟัง รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากเว็บ barcampbangkok.org

ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นงานแนวๆ IT แต่หัวข้อเรื่องที่มีในงานไม่จำกัดแนว ถ้าได้ไปในงาน จะได้เจอหัวข้อประเภท ขี่จักรยานไต่ภูเขา, พายเรือจากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพ, หรือกระทั่งว่า จีบสาวญี่ปุ่นต้องทำยังไง

เนื่องจากว่ามันไม่จำกัดหัวข้อ ผมเลยเตรียมหัวข้อที่จะไปพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสื้อยืด ในหัวข้อที่ว่า L337 T-shirts

คำว่า L337 เป็นวิธีการเขียนแบบกวนๆ ของคำว่า LEET ซึ่งแผลงมาจากคำว่า Elite อีกทีนึง (ภาษาวัยรุ่นฝรั่งเค้า) ถ้าให้แปลเป็นไทย คงได้อารมณ์ประมาณ “เมพขิงขิง” อะไรทำนองนั้น ซึ่งในสไลด์นี้ ก็เป็นการรวบรวมเอาเสื้อยืดขำๆ แบบที่เหมาะกับชาว geek มาให้ดูกัน

หลายแบบ มีคนก๊อปเอามาทำขายในบ้านเราเหมือนกัน เดินตามอนุสาวรีย์ชัยฯ หรือแถวข้าวสาร มองหาดูดีๆ ก็พอจะมีให้เห็นบ้าง

ทีเชิร์ตคัลเจอร์ บล็อกกลุ่มน้องใหม่ เปิดทำการเมื่อ 27 ก.ค. 2551 สด ๆ

บล็อกที่พยายามจะเขียนเกี่ยวกับเสื้อยืด และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใส่เสื้อยืด

“คุณบริโภคอะไร คุณก็เป็นอย่างนั้น” คำพูดนี้ใช้ได้กับเสื้อยืดพิมพ์ลายเช่นกัน

สมมติว่าคุณกำลังใส่เสื้อยืดอยู่ตัวหนึ่ง (หรือถ้าคุณใส่มันอยู่จริง ๆ ก็ดี จะได้ไม่ต้องสมมติให้ยุ่งยาก) คุณสะดุดตาเสื้อตัวที่คุณกำลังใส่อยู่นี้เพราะอะไร ? ทำไมถึงไม่เป็นตัวอื่น ๆ ในร้าน ? ทำไมวันนั้นคุณถึงเลือกเสื้อตัวนี้ ? กระทั่งว่ามันเป็นเสื้อแจกฟรีก็เถอะ แต่ในสถานการณ์อะไร คุณอยู่ในวงสังคมแบบไหน จึงได้รับเสื้อตัวนี้มา ? แล้วทำไมวันนี้คุณเลือกใส่เสื้อตัวนี้ ?

มีอะไรในหัวคุณที่บอกให้คุณทำอย่างนั้นไหม ?

จริงอยู่ที่ว่าเสื้อผ้าทุกชนิดทุกชิ้นที่คุณสวมใส่ ล้วนบอกความเป็นตัวคุณ แต่เสื้อยืดพิมพ์ลายนั้นดูจะบอกอะไรได้ชัดเจนกว่าเสื้อผ้าชิ้นอื่น ด้วยความที่มันมีพื้นที่เว้นไว้ให้เติมคำลงในช่องว่างมากกว่า ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งสายตากว่า จึงไม่แปลกอะไร ที่หลายคน-อย่างรู้ตัว-ใช้พื้นที่บนหน้าอกและแผ่นหลังของตัว ประกาศแนวคิดของตนสู่สาธารณะอย่างชัดแจ้ง ทำตัวเองเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่-อย่างจงใจ-พาแนวคิดที่ประกาศบนเสื้อไปปะทะกับสายตามากมายในพื้นที่สาธารณะที่ตนเดินทางผ่าน ไม่ว่าจะเป็นมุขตลกร้ายเสียดสี คำพูดกวน ๆ แนวสติ๊กเกอร์ท้ายรถ หรือสารทางการเมือง

เวลาที่เราหยิบเสื้อยืดพิมพ์ลายตัวหนึ่งขึ้นมาใส่ เราจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าเหมาะกับกางเกงและเสื้อผ้าชิ้นอื่นหรือไม่ แต่พิจารณาไปต่อว่า พื้นที่สาธารณะที่เราจะต้องไปในวันนั้น ผู้คนรอบ ๆ จะมีปฏิกิริยาต่อสารบนเสื้อยืดอย่างไร แม้กับเสื้อผ้าปกตินั้นเราก็คิดถึงข้อนี้ด้วย เช่น ไม่เลือกเสื้อสีสดไปพิธีศพ แต่ด้วยมิติของสารบนเสื้อยืดพิมพ์ลายที่มีมากกว่าสีและทรง การพิจารณาของเราต่อเสื้อยืดพิมพ์ลายตัวหนึ่งจึงซับซ้อนยิ่งกว่าธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องสีกับพิธีกรรมที่ค่อนข้างตายตัว ไปสู่เรื่องสารกับความเชื่อในสังคมที่ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงกว่า เสื้อยืดพิมพ์ลายตัวเดียวกันอาจใส่ขึ้นรถเมล์เมื่อปีที่แล้วได้ แต่ในปีนี้ไม่ได้

กับเสื้อผ้าแบบมาตรฐานจากโรงอุตสาหกรรม ด้วยสีและทรงที่มีจำกัด ความเป็นปัจเจกนั้นถูกกลบด้วยความ ‘เหมือน ๆ กัน’ ของเสื้อผ้า แต่ด้วยลายพิมพ์บนเสื้อยืด ความเป็นปัจเจกถูกขับผลักออกมาจากฝูงชนได้ และเมื่อใดที่คุณรู้ตัวว่าได้เลือกที่จะยืนอยู่แถวหน้า คุณก็เตรียมใจที่จะเผชิญกับการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อได้ยินคนที่เดินสวนซุบซิบถึงลายบนเสื้อว่าน่ารักหรือกวนดีจัง หรือรู้สึกถูกคุกคามเมื่อเห็นสายตาคนจ้องมองที่หน้าอกคุณสลับกับมองหน้าคุณ สารบนเสื้อของคุณได้ทำหน้าที่ของมันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา – สื่อสาร

ติดตามวัฒนธรรมเสื้อยืดได้ที่ tcult.wordpress.com (ที่นี่แหละ)
(สนใจอยากแจม ร่วมเขียน แจ้งได้ที่บล็อกดังกล่าว หรือ ทวิตเตอร์ @pittaya)

(เผยแพร่ครั้งแรก 30 ก.ค. 2551 ที่บล็อก Culture Lab)